ติดตั้งโปรเจคเตอร์ สำนักกฎหมายการแพทย์

เมื่อวันที่ 10 มกราคมที่ผ่านมา ร้านโปรเจคเตอร์โปรได้รับโอกาศในการสั่งซื้อสินค้าพร้อมบริการติดตั้งจาก สำนักกฎหมายการแพทย์ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข

โดยสินค้าที่ลูกค้าสั่งซื้อในครั้งนี้คือ Projector BenQ MX528, Visualizer Vertex D-1320 และ จอ iScreen Motorized 120นิ้ว

benq-mx528-vertex-d1320-iscreen-motor-120

เมื่อทีมงานของเรามาถึงก็เริ่มดำเนินการติดตั้งทันทีครับ

bureau-of-medial-law-01

เมื่อติดตั้งแล้วก็ลองทดสอบการใช้งานดูครับ

bureau-of-medial-law-02

bureau-of-medial-law-03

bureau-of-medial-law-04

ในทุกๆครั้งการทำงานของทีมงานโปรเจคเตอร์โปรนั้น จะเก็บสายไฟต่างๆให้เรียบร้อยเสนอครับ

bureau-of-medial-law-05

bureau-of-medial-law-06

จบไปอีกหนึ่งงานกับการติดตั้งโปรเจคเตอร์ของทีมงานร้านโปรเจคเตอร์โปร หากท่านใดสนใจจะติดตั้งโปรเจคเตอร์ด้วยทีมงานของเราสามารถติดต่อขอรับบริการได้ที่ https://projectorpro.in.th

Review Projector Viewsonic PRO7827HD

Review Projector Viewsonic PRO7827HD DLP Home Projector คุณภาพเตะตา ราคาถูกใจ !!

viewsonic-pro7827hd-400

พูดชื่อ ViewSonic หลายท่านคงคุ้นเคยกับ “จอมอนิเตอร์” ดีไซน์ทันสมัย พร้อมสเป็กที่คุ้มราคา ซึ่งด้วยชื่อชั้นในวงการจอภาพและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องจากประสบการณ์ที่สั่งสมมายาวนานเกือบ 30 ปี ย่อมส่งผลดีกับสินค้าในหมวด “โปรเจคเตอร์” ด้วยเช่นเดียวกัน…

หลายท่านอาจไม่ทราบว่า ViewSonic มีโปรเจคเตอร์จำหน่ายด้วย ผมเองก็ยอมรับว่าเป็นหนึ่งในนั้น โดยเมื่อเข้าไปค้นข้อมูลครั้งแรกก็ต้องตกใจ! เพราะพบว่าแบรนด์นี้มีสินค้าหมวดโปรเจคเตอร์เยอะมากๆ หากว่ากันที่จำนวนมีมากกว่า 50 รุ่น (ใกล้เคียงกับหมวดจอมอนิเตอร์เลยทีเดียว)

ซึ่งจำนวนเหล่านี้รองรับการใช้งานหลากหลายเหมาะกับความบันเทิงทั้งภายในบ้าน ออฟฟิศ หรืองานโปรเฟสชันนัล แต่ที่ดึงดูดความสนใจมากเป็นพิเศษ เห็นจะเป็นรุ่นที่ใช้แหล่งกำเนิดแสงแบบ “Laser Phosphor” อายุการใช้งานกว่า 20,000 ชม. อย่าง LS810 (HD Ready – 5200lm), LS820 (FHD – 3500lm) และ LS830 (FHD – 4500lm)…

แต่สำหรับวันนี้จะมาแนะนำ DLP Home Theater Projector ความละเอียด Full HD จาก ViewSonic ที่มีระดับราคาเป็นมิตรกับกระเป๋าสตางค์กันก่อน คือ Pro7827HD

pro7827hd-01

แพ็คเกจของ Pro7827HD ยังคงเอกลักษณ์ของ ViewSonic ไว้ครบถ้วน ทั้งการใช้สีแดงและโลโก้รูปนกอันคุ้นเคย แต่ที่ดูแหวกแนวจากแพ็คเกจโปรเจ็คเตอร์ทั่วๆ ไป นอกเหนือจากสกรีนสีสดใส คือ ลักษณะกล่องแนวตั้งทรงสูง เมื่อบวกกับชื่อรุ่นที่มีคำว่า “Pro” พ่วงอยู่ด้วย จึงดูดึงดูดให้น่าค้นหาขึ้นไปอีก

Design – การออกแบบ

pro7827hd-02

ViewSonic Pro7827HD มาในลักษณะตัวเครื่องสีดำ ผิววัสดุสังเคราะห์มีเท็กเจอร์ Hair-line กึ่งเงากึ่งด้าน รูปทรงลบเหลี่ยมมุมให้โค้งมน สะดุดตา ขนาดโดยรวมพอๆ กับกระดาษ A4 น้ำหนักราว 2.6 กก. สามารถยกเคลื่อนย้ายได้ไม่ลำบาก

การจัดวางตำแหน่งเลนส์อยู่เยื้องไปทางฝั่งขวา (เมื่อมองจากด้านหน้า) การปรับโฟกัสและซูม ดำเนินการปรับด้วยมือผ่านวงแหวนที่กระบอกเลนส์เหมือนเช่นโปรเจ็คเตอร์ระดับเดียวกันทั่วไป

pro7827hd-03

แต่สิ่งที่เพิ่มเข้ามา คือ ปุ่มกลมๆ ที่อยู่ถัดมาทางด้านหลัง ซึ่งก็คือปุ่มปรับ Vertical Lens Shift นั่นเอง ถือเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้การปรับตั้งตำแหน่งของเครื่องโปรเจ็คเตอร์เข้ากับตำแหน่งของจอรับภาพมีความยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น

pro7827hd-04

ปุ่มควบคุมสั่งการโปรเจ็คเตอร์ จัดวางรวมกลุ่มเยื้องไปทางด้านหลัง จากรูปจะเห็นไฟสถานะ 3 ดวง เรียงกันอยู่ฝั่งขวา สำหรับแจ้งบอกสถานะการทำงาน รวมถึงแจ้งปัญหา

pro7827hd-05

ด้านล่างมีขารองรับทั้งหมด 3 จุด ขาด้านหน้าเป็นเพียงจุดเดียวที่สามารถหมุนปรับระดับ เผื่อกรณีที่ต้องการแหงนหน้าโปรเจ็คเตอร์ขึ้น

ส่วนขาหลังทั้ง 2 ข้าง ไม่สามารถปรับระดับได้จึงทำให้ค่อนข้างลำบากเวลาจะแก้ไขเมื่อวางบนพื้นระนาบที่เอียง หรือเวลาต้องการปรับเพื่อคว่ำหน้าโปรเจ็คเตอร์ลง จุดนี้จำเป็นต้องอาศัยวิธีหาสิ่งของรอบตัวมาหนุนแทน เช่น นำเหรียญบาทไปรองที่ขาด้านหลัง เป็นต้น

pro7827hd-06

ภายในกล่อง Pro7827HD จะมีอุปกรณ์ที่เรียกว่า Cable Management Cover หรือฝาครอบสำหรับประกอบเข้าที่ด้านหลังของโปรเจ็คเตอร์เพื่อใช้จัดระเบียบสายให้ดูเรียบร้อยขึ้น ซึ่งสามารถเลือกติดตั้งหรือไม่ก็ได้

pro7827hd-07

รีโมตคอนโทรลมีขนาดเล็กกะทัดรัด สามารถใช้งานเป็น Laser pointer ได้ และที่พิเศษ คือ ทำหน้าที่เป็น Wireless Mouse ได้ด้วย โดยการเชื่อมต่อสาย USB จากโปรเจ็คเตอร์เข้ากับคอมพิวเตอร์

อย่างไรก็ดีปุ่มบนรีโมตจะไม่มี Back-lit การใช้งานในห้องมืดจะมองไม่เห็น จึงต้องอาศัยความคุ้นเคยในการคลำหาปุ่มที่ต้องการใช้งาน

Connectivity – ช่องต่อสัญญาณ

pro7827hd-08

ช่องต่อรับสัญญาณของ Pro7827HD ติดตั้งอยู่ด้านหลัง ความหลากหลายถือว่าครบครันพอตัว เพราะมีทั้งช่องต่อสำคัญอย่าง HDMI In 2 ช่อง (ในจำนวนนี้ 1 ช่อง รองรับ MHL) และช่องรับสัญญาณวิดีโอแบบอะนาล็อก ได้แก่ Composite และ S-video ที่ขาดไม่ได้ คือมี D-Sub (VGA) In 1 ช่อง สามารถรับสัญญาณได้ทั้ง PC (RGB) และ Component (YPbPr/YCbCr) และ D-Sub (VGA) Out อีก 1 ช่อง

pro7827hd-09

เนื่องจากภายใน Pro7827HD ติดตั้งลำโพงกำลังขับ 10 วัตต์ (Mono) มาด้วย จึงมีช่องต่อ Analog Audio In (3.5mm) ถึง 2 ชุด กรณีที่ต้องการใช้งานภาคขยายเสียง ซึ่งให้เสียงดังดีทีเดียว หรือถ้าต้องการเชื่อมต่อระบบเสียงภายนอกก็สามารถดำเนินการได้ผ่าน Analog Audio Out (3.5mm) จำนวน 1 ชุด

นอกจากนี้ยังมี USB Out (Type A) สามารถจ่ายกระแสได้สูงถึง 2A เอาไว้ชาร์จไฟให้กับ Smart Phone, Tablet หรืออุปกรณ์ USB อื่นๆ ได้ด้วยครับ

pro7827hd-10

ช่องรับสัญญาณวิดีโอแบบ HDMI/MHL ยังมีอีก 1 ช่อง ซ่อนอยู่ใต้ฝาครอบทางฝั่งขวาของตัวเครื่อง (เมื่อมองจากด้านหน้าเลนส์) ในจุดนี้ทาง ViewSonic เผื่อไว้ให้ใช้งานร่วมกับ Wireless HDMI Dongle ซึ่งเป็นอุปกรณ์เสริม สามารถหาซื้อได้ทั่วไปไม่จำกัดยี่ห้อ

Extra – เพิ่มเติม

Pro7827HD รวมถึงโปรเจ็คเตอร์หลายๆ รุ่นจาก ViewSonic นอกจากรองรับ Wireless HDMI Dongle ที่หาได้ตามท้องตลาดทั่วไปแล้ว (อาทิ Miracast, Chromecast, etc.) ทาง ViewSonic ยังมีอุปกรณ์เสริมลักษณะคล้ายๆ กัน ที่เรียกว่า “ViewStick” ซึ่งโดยคุณสมบัตินั้นเหนือกว่าอุปกรณ์ข้างต้นตรงที่สามารถใช้งานเป็นมีเดียเพลเยอร์ได้โดยตรง ไม่ต้องพึ่ง Smart Phone หรือ PC อีกทั้งยังรองรับการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ iDevices ผ่านเทคโนโลยี AirPlay และสามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ควบคุมภายนอกอย่าง Mouse หรือ Touchscreen เพื่อใช้สั่งการ หรือนำมาประกอบการพรีเซ็นต์ เป็นต้น

pro7827hd-11

ถึงแม้จะเป็นโฮมฯ โปรเจ็คเตอร์ระดับ Full HD ราคาเบาๆ ทว่าพกความสามารถพิเศษอย่าง “Lens Shift” มาด้วย แต่แน่นอนว่ายังมีข้อจำกัดอยู่บ้างเมื่อเทียบกับรุ่นระดับสูง โดยการ shift จะทำได้เฉพาะแนวตั้ง (Vertical) และการชดเชยระยะจะค่อนข้างจำกัด บางสถานการณ์จึงยังมีความจำเป็นต้องหนุนฐานโปรเจ็คเตอร์ให้สูงขึ้น (กรณีวางบนโต๊ะ) หรือปรับขยับระยะความสูงของขาแขวน (กรณีแขวนเพดาน) เข้าช่วย แต่ก็ถือว่าเป็นคุณสมบัติสำคัญที่เอื้อต่อการติดตั้งโปรเจ็คเตอร์ได้ยืดหยุ่นไม่น้อย และสามารถใช้งานได้จริง

pro7827hd-12

ความยืดหยุ่นในการติดตั้ง นอกจากฟังก์ชั่น Lens Shift และ Digital Keystone แล้ว Pro7827HD ยังมี “Corner Adjust” กรณีที่ต้องฉายภาพขึ้นบนพื้นผิวหรือพื้นที่รับภาพที่มิได้มีรูปทรงเป็นระนาบสีเหลี่ยม เดิมทีคุณสมบัตินี้มีเฉพาะ Professional Projector สำหรับงานเฉพาะด้านเท่านั้น หาได้ยากสำหรับ Home Projector

pro7827hd-13

Pro7827HD มีตัวเลือก Test Pattern ไว้ให้อ้างอิงในการติดตั้ง โดยใช้ในการกำหนดตำแหน่งตั้งวางโปรเจ็คเตอร์ ปรับ Lens Shift และซูมขนาดภาพฉายให้พอดีกับขนาดของจอรับภาพ

Picture – ภาพ

pro7827hd-14

หมายเหตุ: กรณีที่ปลดล็อคในส่วนของ ISFccc จะมีโหมดภาพเพิ่มเติมเข้ามาอีก 2 โหมด ได้แก่ ISF Night และ ISF Day

pro7827hd-15

ผลลัพธ์จากโหมดภาพโรงงาน ViewMatch sRGB ให้ความผิดเพี้ยนต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับอีก 4 โหมดพื้นฐาน โดยรวมถือว่าใช้การได้ดี

Pro7827HD มีตัวเลือกโหมดภาพจากโรงงานทั้งสิ้น 5 โหมด ซึ่งตัวเลือกที่แนะนำ เนื่องจากให้ความเที่ยงตรงดีที่สุด คือ ViewMatch sRGB ถึงแม้สมดุลสีจะติดไปทางโทนอุ่นและอมเขียวนิดๆ แต่เป็นโหมดที่ให้ขอบเขตสี (Color Space) กว้างที่สุด คือ ครอบคลุมราว 93.1% ของมาตรฐาน sRGB/Rec.709

หมดภาพลำดับถัดมาที่แนะนำ คือ Dynamic ตัวเลือกนี้ให้ระดับความสว่างสูงกว่าโหมดอื่นๆ เกือบเท่าตัว (ไม่นับโหมด Brightest และอ้างอิงที่ Lamp Mode = Normal) จึงเป็นโหมดภาพที่ใช้งานในสภาพสู้แสงได้ดีที่สุด ส่วนสมดุลสีไม่ถึงกับเที่ยงตรงที่สุด แต่อยู่ในเกณฑ์ใช้การได้

กรณีที่ต้องการยืดอายุการใช้งานหลอดไฟ พร้อมๆ กับพัดลมระบายความร้อนมีระดับเสียงเงียบที่สุด และประหยัดพลังงาน การเปลี่ยนตัวเลือก Lamp Mode = Eco ร่วมกับโหมด Dynamic ยังให้ผลลัพธ์ที่ดี ระดับความสว่างยังคงจะแจ้ง ไม่ได้มืดทึมลงมากนัก

หมายเหตุ:
– ในสเป็กแจ้งอายุการใช้งานของหลอดไฟไว้ที่ 3,500 (Normal) – 6,500 (Eco) ชม. ใกล้เคียงกับโปรเจ็คเตอร์ระดับเดียวกันเครื่องอื่นๆ
– เมื่อเปลี่ยนตัวเลือก Lamp Mode ระดับการใช้พลังงานจะลดลงจาก 282W (Normal) เป็น 207W (Eco) คิดเป็น 26.5% ในขณะที่ระดับความสว่าง (Luminance) ลดลงราว 29%

Pro7827HD มาพร้อมการรับรอง ISFccc ยืนยันว่ามีคุณสมบัติรองรับการไฟน์จูนปรับภาพละเอียดตามมาตรฐานของสถาบัน ISF ซึ่งแน่นอนว่าหลังจากดำเนินการแล้วการถ่ายทอดภาพจะให้ความเที่ยงตรงเข้าใกล้มาตรฐานอ้างอิงมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ดี ในการไฟน์จูนปรับภาพโดยทั่วไปนั้น สำหรับโหมด ViewMatch sRGB จะฟิกซ์ค่าบางตัวเลือกไว้ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ดังนั้นการปรับภาพเพิ่มเติมในโหมด Dynamic (หรือโหมดอื่นๆ) จึงให้ความยืดหยุ่นมากกว่า

เนื่องจากตัวเลือกปรับภาพพื้นฐานไม่มีตัวเลือกสำหรับไฟน์จูน White Balance การปรับเปลี่ยนแก้ไขอุณหภูมิสีจึงต้องดำเนินการจากตัวเลือก Color Temp ซึ่งค่าโรงงานจำกัดไว้ 4 โหมด (Cool, Normal, Neutral, Warm) แล้วทำการชดเชยเพิ่มเติมเอาจากตัวเลือก Brilliant Color (แบบคร่าวๆ) แทน…

ซึ่งกรณีของโหมด Dynamic นั้น การเปลี่ยนตัวเลือก Color Temp = Cool แล้วกำหนด Brilliant Color = 5 แม้ผลลัพธ์อุณหภูมิสีจะยังติดโทนเย็นอยู่บ้าง แต่จะให้สมดุลสีตลอดย่านดีที่สุด

จากนั้นทำการไฟน์จูนละเอียดในส่วนของ CMS (Color Management System) ก็จะให้ความลงตัวของสีสันเป็นที่น่าพอใจมาก

pro7827hd-16

โหมด Dynamic หลังปรับภาพแล้ว นอกจากสมดุลสีตลอดย่านดีขึ้น ความสามารถแสดงขอบเขตสี (Color Space) จะกว้างขึ้นด้วย (อันเป็นอานิสงส์จาก CMS) ผลลัพธ์อยู่ที่ราว 94.9% อิงมาตรฐาน sRGB/Rec.709

pro7827hd-17

ทดสอบภาพกับภาพยนตร์แอนิเมชั่น Mobile Suit Gundam – Thunderbolt ในรูปแบบ 4K/UHD HDR BD ร่วมกับ Samsung UBD-K8500 4K/UHD BD Player โดยทำการ down-scale ความละเอียดลงมาที่ 1080/24p พบว่า ViewSonic Pro7827HD สามารถแสดงดีเทลได้โดดเด่น เป็นการดึงศักยภาพของ 1-chip DMD ความละเอียด Full HD ออกมาได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ RGBRGB Color Wheel ยังให้ความต่อเนื่อง ผลกระทบด้าน Rainbow Effect ต่ำ

ถึงแม้จะยังไม่มีระบบแทรกเฟรมภาพเคลื่อนไหว (Frame Interpolation) แต่ผลลัพธ์โดยรวมไม่รู้สึกว่ามีอาการสะดุดจนรับไม่ได้ ยังคงความเป็นธรรมชาติตามแบบฉบับของคอนเทนต์อัตราเฟรมเรตที่ 24 fps ได้ดี

pro7827hd-18

ด้วยแหล่งกำเนิดแสง 240 วัตต์ กำลังความสว่างตามสเป็กที่ 2200lm ให้ภาพที่จะแจ้ง ชัดเจน การใช้งาน Pro7827HD จึงครอบคลุมหลากหลายยิ่งขึ้น กล่าวคือสามารถใช้งานเป็น Presentation Projector ได้ด้วย และในสภาวะสู้แสงในห้องที่มีแสงรบกวนผลลัพธ์ก็ถือว่าทำได้อยู่ในเกณฑ์ดี (แนะนำโหมดภาพ Dynamic) อย่างไรก็ดีการจะได้ผลลัพธ์ด้านภาพจากโปรเจ็คเตอร์ที่ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเครื่องไหน ยี่ห้อใด แนะนำให้ทำการคุมแสงรบกวนให้เหลือน้อยที่สุดจะดีกว่า

Sound – เสียง

pro7827hd-19

ลำโพงพร้อมภาคขยายกำลังขับ 10 วัตต์ (Mono) ของ Pro7827HD ใช้การได้ดีทีเดียว ระดับเสียงดังเพียงพอกับการใช้งานแบบลำลอง การปรับระดับวอลลุ่มอาจซับซ้อนนิดหนึ่งเนื่องจากต้องกดปุ่มรูปลำโพงที่รีโมตก่อน แล้วจึงใช้ปุ่มลูกศรซ้าย-ขวาเพื่อปรับระดับเสียงอีกที โดยดูระดับจากหน้าเมนู

มีโหมดเสียงให้เลือก 3 โหมด แต่ Standard สมดุลเสียงดูจะลงตัวที่สุด นอกจากนี้ประโยชน์ของระบบเสียงในตัว Pro7827HD ยังใช้เป็นเครื่องขยายเสียงเมื่อเชื่อมต่อกับ “ไมโครโฟน” ได้ด้วยครับ (เชื่อมต่อที่ช่อง Audio In 2) ซึ่งน่าจะมีประโยชน์สำหรับงานพรีเซ็นเตชั่น สามารถปรับระดับเสียงของไมโครโฟนเพิ่มเติมได้ที่เมนูหัวข้อ Microphone Volume

Conclusion – สรุป

จุดเด่นของ ViewSonic Pro7827HD

– Full HD Home Projector ให้รายละเอียดภาพชัดเจน ระดับคอนทราสต์อยู่ในเกณฑ์ดี
– ตามสเป็กแจ้งว่ารองรับการแสดงผล 3D (ต้องซื้อแว่น 3D Active Glasses เพิ่ม)**
– จุดเชื่อมต่อสัญญาณด้านหลังค่อนข้างครบถ้วน ทั้ง Digital Video และ Analog Video และมี USB Out จ่ายกระแสได้สูงถึง 2A สำหรับชาร์จไฟให้กับอุปกรณ์ต่อพ่วงได้
– มี HDMI In 2 ช่อง บวกอีก 1 ช่อง ซ่อนอยู่ใต้ฝาครอบด้านข้าง สำหรับใช้งานร่วมกับอุปกรณ์เสริม Wireless HDMI Dongle
– ได้รับการรับรอง ISFccc
– มีลำโพงติดตั้งในตัว ใช้การได้ดี ระดับเสียงดังเพียงพอสำหรับการใช้งานแบบลำลอง มี Audio In (3.5mm) 2 ชุด ต่อไมโครโฟนได้ และ Audio Out (3.5mm) 1 ชุด สามารถเชื่อมต่อลำโพงภายนอก
– ให้ระดับความสว่างสูงสุดตามสเป็กที่ 2200 ลูเมน ในห้องมืดจึงให้ภาพที่สว่างจะแจ้งดี ส่วนสภาพสู้แสงก็ถือว่าใช้การได้สำหรับห้องที่สามารถคุมแสงรบกวนระดับหนึ่ง

จุดด้อยของ ViewSonic Pro7827HD

– ยังจำเป็นต้องทำการชดเชยปรับภาพจากโหมดโรงงานเพิ่มเติม เพื่อความเที่ยงตรงของสีสัน
– Lens Shift ปรับระยะชดเชยได้ไม่มากนัก แม้มีประโยชน์แต่ในบางสถานการณ์ยังจำเป็นต้องหนุนตัวเครื่องโปรเจ็คเตอร์ให้สูงขึ้น (เมื่อวางบนโต๊ะ) หรือปรับระยะขาแขวน (เมื่อแขวนเพดาน) ควบคู่ไปด้วย
– ระดับเสียงพัดลมระบายความร้อนไม่ถึงกับเงียบแบบรุ่น Hi-End ราคาสูง แต่ก็ไม่ดังจนถึงขั้นน่ารำคาญ การปรับ Lamp Mode = Eco ช่วยลดระดับเสียงรบกวนลงได้เล็กน้อย
– ไม่มี Frame Interpolation แต่การรับชมภาพเคลื่อนไหวต่างๆ มิได้รู้สึกว่าสะดุด หรือขาดความต่อเนื่อง

สนใจสั่งซื้อวิวโซนิคโปรเจคเตอร์ได้ที่ https://projectorpro.in.th

Panasonic Display Open House 2017

พานาโซนิค โชว์ศักยภาพผู้นำตลาด เลเซอร์ โปรเจคเตอร์ จัดงาน Panasonic Display Open House 2017

panasonic-display-open-house-2017-01

พานาโซนิค โชว์ศักยภาพผู้นำตลาด เลเซอร์ โปรเจคเตอร์ และดิสเพลย์ ในประเทศไทย ทุ่มงบประมาณกว่า 5 ล้านบาท จัดงาน “Panasonic Display Open House 2017” เปิดตัวสินค้าใหม่ล่าสุด ได้แก่ เลเซอร์โปรเจคเตอร์ PT-RZ31K โปรเจคเตอร์ที่มีความคมชัดสูงถึง 31,000 ลูเมนส์ โดยพานาโซนิคเป็นผู้นำเข้ามาทำตลาดเป็นเจ้าแรกในประเทศไทย พร้อมทั้งสเปซ เพลเยอร์ อีกหนึ่งนวัตกรรมเครื่องฉายภาพ ที่รวมคุณสมบัติความสามารถระหว่าง สปอตไลท์ และโปรเจคเตอร์เข้าไว้ด้วยกัน และอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่น่าสนใจอย่าง ลิงค์ เรย์ (ไลท์ ไอดี เทคโนโลยี) ที่ถือได้ว่าจะมาเปลี่ยนรูปแบบการนำเสนอข้อมูลให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ได้มากยิ่งขึ้น

panasonic-display-open-house-2017-02

นางสาวอนุรัตน์ จี้เพ็ชร ผู้จัดการกลุ่มผลิตภัณฑ์ดิสเพลย์ โซลูชั่น บริษัท พานาโซนิค ซิว เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า พัฒนาการของโปรเจคเตอร์เริ่มมาจากเทคโนโลยียุค LCD บวกหลอดภาพ ซึ่งมีข้อจำกัดด้านความคมชัดและความทนทาน อีกทั้งยังต้องคอยเปลี่ยนหลอดภาพตามอายุการใช้งาน ปัจจุบันทางพานาโซนิคได้เลือกใช้เทคโนโลยี DLP ซึ่งมีความคมชัดมากขึ้น สีสันสมจริงมากขึ้น แต่ก็ยังจำเป็นต้องเปลี่ยนหลอดภาพอยู่ เพราะฉะนั้น พานาโซนิคจึงพัฒนาเทคโนโลยี Laser ซึ่งนำมาใช้กับเทคโนโลยี DLP ถือเป็นเทคโนโลยีล่าสุดที่ยังคงไว้ซึ่งคุณภาพของภาพและไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนหลอดภาพอีกต่อไป ทำให้สามารถตอบโจทย์การใช้งานแบบมืออาชีพที่ต้องการทั้งประสิทธิภาพของภาพที่สูงและ เสถียรภาพในการใช้งานได้ดียิ่งขึ้น

panasonic-display-open-house-2017-03

“สำหรับ พานาโซนิค ถือเป็นผู้นำตลาดโปรเจคเตอร์ในระดับกลางถึงบน มีส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับหนึ่งของโปรเจคเตอร์ที่มีความสว่างตั้งแต่ 5,000 ลูเมนส์ ขึ้นไป ซึ่งในปี 2015 พานาโซนิคส์มีสัดส่วนทางการตลาดถึง 58%* ด้านยอดขายและด้านจำนวนเครื่องถึง 37%* และในปี 2016 ครึ่งปีแรก พานาโซนิคก็ยังคงมีส่วนแบ่งในการตลาดเป็นอันดับหนึ่งในส่วนของความสว่าง 5,000 ลูเมนส์ขึ้นไป โดยในครึ่งปีหลังต่อเนื่องถึงปีนี้ พานาโซนิค จะเน้นเรื่องความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีเป็นหลัก จึงได้เปิดตัว เลเซอร์โปรเจคเตอร์ในตระกูล PT-RZ ที่มีความสว่างตั้งแต่ 3,000 ลูเมนส์ จนถึง 31,000 ลูเมนส์ เพื่อให้ลูกค้าได้เลือกใช้งาน โดยเฉพาะในรุ่น PT-RZ31K นั้นถือเป็นไฮไลท์สำคัญ เพราะเป็นการการเปิดตัวเลเซอร์โปรเจคเตอร์เครื่องแรกที่ให้ความสว่าง และความคมชัดสูงสุดถึง 31,000 ลูเมนส์ ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการเหมาะสำหรับกับการใช้งานขนาดใหญ่ระดับชาติ โดยมีกลุ่มเป้าหมายหลักคือ องค์กรที่มีการจัดงานขนาดใหญ่ในประเทศ” ผู้บริหารกล่าว

นอกจากนี้ พานาโซนิค ยังได้นำเสนออีก 2 เทคโนโลยีใหม่ภายในงาน ประกอบด้วย สเปซ เพลเยอร์ ( Space Player) เครื่องฉายภาพเสมือนจริง ซึ่งเป็นส่วนผสมระหว่าง สปอตไลท์ และเลเซอร์ โปรเจคเตอร์ สำหรับสร้างสีสันด้วยการฉายแสงแบบ สปอตไลท์ หรือ การฉายภาพแบบโปรเจคเตอร์ เพื่อใช้ในการตกแต่งสถานที่ สร้างบรรยากาศเสมือนว่าลูกค้าได้ไปอยู่ในสถานที่นั้นๆ จริง เหมาะสำหรับ โรงแรม สถานบันเทิง พิพิธภัณฑ์ หรือคฤหาสน์ ที่ต้องการสร้างความประทับใจให้กับแขก รวมถึงการประยุกต์ใช้ในงานคอนเสิร์ตหรืองานเลี้ยงต่างๆ ได้เป็นอย่างดี พร้อมทั้ง ลิงค์ เรย์ ( Light ID ) เทคโนโลยีใหม่ล่าสุด ในการส่งข้อมูลผ่านจอ แอลอีดี เพื่อให้โทรศัพท์มือถือรับข้อมูลจากจอ แอลอีดี ได้อย่างรวดเร็วเทียบเท่าความเร็วแสง ซึ่งจะมาเปลี่ยนรูปแบบการให้ข้อมูลข่าวสาร และการโฆษณาประชาสัมพันธ์ ตามสถานที่ต่างๆ ในอนาคต

panasonic-display-open-house-2017-04

สำหรับงาน “Panasonic Display Open House 2017” พานาโซนิค ได้จำลองรูปแบบการใช้งานสินค้าใหม่ในแบบ Entertainment Space เพื่อสะท้อนถึงวิธีการใช้สินค้าต่างๆ เหล่านี้ในชีวิตจริงผ่านบูธต่างๆ อาทิ Panasonic Fun Park สวนสนุกรูปแบบใหม่ในห้างสรรพสินค้า ที่ใช้สเปซ เพลเยอร์ ฉายภาพบนพื้นที่ขนาดเล็กเพื่อสร้างลวดลาย และใช้ เลเซอร์ โปรเจคเตอร์ ฉายภาพของรถไฟเหาะในฉากหลัง เมื่อลูกค้าเดินเข้ามาจะเกิดความรู้สึกเหมือนได้ไปเที่ยวสวนสนุก เห็นรถไฟเหาะจริงๆ Smart Bus Terminal เป็นการจำลองตัวอย่างการใช้งาน ลิงค์ เรย์ (Light ID) ที่ป้ายรถเมล์ซึ่งทำจากจอแอลอีดี จะสามารถให้ข้อมูลตารางการมาถึงของรถ และเส้นทางที่รถจะวิ่งเพื่อวางแผนการเดินทางได้สะดวกมากขึ้น Lumix Concept Store ที่ใช้สเปซ เพลเยอร์ สร้างสีสันและลูกเล่นบนโมเดลจำลองกล้อง Lumix เพื่อทำให้สินค้าในร้านมีความโดดเด่น ดึงดูดความสนใจลูกค้าได้มากขึ้น และยังมีการใช้ ลิงค์ (Light ID) ที่ตัวจอแอลอีดี ในการให้ข้อมูลของสินค้าที่กำลังฉายอยู่บนจอเข้าสู่โทรศัพท์มือถือของผู้ใช้ได้ทันที 180O PANA Rooftop Bar การจำลองภาพบรรยากาศตามความต้องการของลูกค้า ลงบนโต๊ะอาหาร ด้วย เลเซอร์ โปรเจคเตอร์ และสเปซ เพลเยอร์ เป็นต้น ทั้งนี้ พานาโซนิค ต้องการให้ผู้บริโภคเห็นถึงประโยชน์ในการใช้งานสินค้าต่างๆ เหล่านี้ ที่สามารถใช้ได้อย่างหลากหลาย โดดเด่น และมีเทคโนโลยีที่แตกต่างจากคู่แข่งในตลาดอย่างแท้จริง

โดยหากสนใจสั่งซื้อ Panasonic Projector ได้ที่ https://projectorpro.in.th

Review Projector BenQ W11000

Review Projector BenQ W11000 โฮมโปรเจคเตอร์ 4k เครื่องแรกของโลก

เป้าหมายสูงสุดของหลายๆ ท่านที่ชื่นชอบความบันเทิงภายในบ้าน คงไม่พ้นได้อัพเกรดระบบภาพคุณภาพสูงพร้อมขนาดจอใหญ่เต็มตา ให้อารมณ์แบบเดียวกับโรงภาพยนตร์… ปัจจุบันถึงแม้เราจะมีตัวเลือกอย่างทีวีความละเอียด 4K จำนวนมากมาย แต่จะหาขนาดที่ใหญ่เต็มตาเกิน 100 นิ้ว นั้นยากเต็มที “โปรเจคเตอร์” จึงน่าจะเป็นทางออกที่ดีและสมเหตุสมผลกับงบประมาณมากกว่า แต่ทว่าก็ติดปัญหาอยู่ที่ โปรเจคเตอร์ที่มีความสามารถถ่ายทอดความละเอียดระดับ 4K ได้นั้น กลับยังมีตัวเลือกไม่มาก

ที่ผ่านมา 4K Home Cinema Projector จำกัดอยู่เพียงไม่กี่ยี่ห้อเท่านั้น เมื่อการแข่งขันน้อย ระดับราคาจึงลดลงค่อนข้างช้า ผิดกับ 4K TV ที่มีผู้เล่นในตลาดมากกว่า… ทว่าบัดนี้เมื่อ “BenQ” หนึ่งในผู้ผลิตโปรเจคเตอร์รายใหญ่ นำเสนอโปรเจคเตอร์คุณภาพโดดเด่นในราคาคุ้มค่ามาช้านาน ได้ก้าวเท้าเข้ามาด้วยการเปิดตัว Home Cinema Projector ความละเอียดระดับ 4K ด้วยเทคโนโลยี DLP (Digital Light Processing) พร้อมการรับรองมาตรฐาน THX HD Display เป็นเครื่องแรกของโลก… เชื่อว่าจะสร้างแรงกระเพื่อมให้กับวงการโปรเจ็คเตอร์ระดับไฮเอ็นด์ได้มากทีเดียว

“Breathtaking 8.3 Million Pixel Performance”

หากเทียบกับเทคโนโลยีการผลิตจอพาเนลของทีวี ต้องบอกว่าการพัฒนาโปรเจคเตอร์ให้ได้ความละเอียดระดับ 4K ทำได้ยากกว่า แต่กระนั้นผู้ผลิตก็ไม่ยอมแพ้ บัดนี้ “Texas Instruments” เจ้าของเทคโนโลยี DLP ทลายข้อจำกัดด้วยการผลิตและจำหน่าย DMD (Digital Micromirror Device) Chip ที่สามารถให้ความละเอียดในการแสดงผลสูงถึงระดับ 4K สำหรับโปรเจคเตอร์บ้านเป็นที่เรียบร้อย

โดยหลักการของ 4K UHD DMD Chip ที่ใช้ใน BenQ รุ่น W11000 จะมีจำนวน micromirrors ทั้งสิ้น 2716 x 1528 หรือเท่ากับ 4.15 ล้านพิกเซล ผนวกกับเทคโนโลยีการแสดงผลแบบ XPR ซึ่งใช้ Optical Actuator ที่ทำงานรวดเร็วมากจนสร้างเป็นภาพนิ่ง (frame) ที่มีรายละเอียดจำนวนพิกเซลเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า หรือรวมกันทั้งสิ้นเท่ากับ 8.3 ล้านพิกเซล ซึ่งเป็นจำนวนเดียวกับความละเอียด 4K ที่เราคุ้นเคยนี่เอง…

หลักการนี้ยังได้การรับรองจาก Consumer Technology Association หรือ CTA ซึ่งเป็นสมาคมที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อกำหนดมาตรฐานและเป็นผู้อยู่เบื้องหลังงาน Consumer Electronic Show หรือ CES ที่เราๆ ท่านๆ รู้จักกันดีนั่นเอง

ผลเกี่ยวเนื่องจากแนวทาง 4K XPR ข้างต้นนี้ BenQ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า นอกจากรายละเอียดของภาพที่สูงขึ้นกว่า Full HD Projector อย่างชัดเจนแล้ว ยังไม่ทำให้เกิดปัญหา Screen-door Effect หรือการรบกวนของเส้นตารางพิกเซล อีกทั้งยังไม่มีปัญหา Misconvergence หรืออาการเหลื่อมสี ที่อาจพบได้กับเทคโนโลยีการแสดงผลของโปรเจคเตอร์รูปแบบอื่น ซึ่งข้อมูลนี้เป็นความจริงหรือไม่…? อีกเดี๋ยวเราจะมาพิสูจน์กันในช่วงรายงานผลการทดสอบครับ

Design – การออกแบบ

แต่ก่อนจะไปว่ากันถึงเรื่องคุณภาพของภาพ มาดูลักษณะการออกแบบของโปรเจคเตอร์เรือธงของ BenQ รุ่นนี้กันก่อนดีกว่า แน่นอนเพื่อให้สมกับความเป็นรุ่นใหญ่ นอกจากวัสดุ ดีไซน์ งานประกอบที่ดูดีแล้ว ขนาดก็ใหญ่โตตามไปด้วย

W11000 เหมือนเช่นโปรเจคเตอร์ระดับท็อปส่วนใหญ่ที่มักจัดวางตำแหน่งเลนส์ฉายภาพไว้กึ่งกลาง เพื่อให้ง่ายในการอ้างอิงจุดติดตั้งโดยเฉพาะเมื่อยึดเข้ากับขาแขวนเพดาน อีกจุดที่คำนึงถึงผลลัพธ์ได้น่าสนใจคือการออกแบบระบบระบายความร้อนไว้ด้านหน้าตัวเครื่อง ปกติเวลาใช้งานคงไม่มีใครนั่งขวางหน้าโปรเจคเตอร์เพราะจะบังภาพ เหตุนี้จึงไม่มีใครได้รับผลกระทบจากการที่ต้องโดนลมร้อนเป่าใส่โดยเฉพาะเมื้อตั้งโปรเจคเตอร์บนโต๊ะ ผิดกับบางเครื่องที่วางช่องระบายลมร้อนไว้ด้านข้าง หรือด้านหลัง ถ้าใครนั่งตำแหน่งนั้นคงอยู่ไม่สบายตัวแน่นอน

จุดเชื่อมต่อสายสัญญาณต่างๆ ถูกจัดวางไว้ด้านข้าง ผิดกับโปรเจคเตอร์หลายๆ เครื่องที่มักจะจัดวางไว้ด้านหลัง ซึ่งผมว่าตำแหน่งนี้เข้าท่าดีนะจะได้ไม่มีปัญหาเชื่อมต่อสายกรณีที่จำเป็นต้องติดตั้งโปรเจคเตอร์ชิดผนังด้านหลัง อย่างไรก็ดีการเก็บซ่อนสายอาจจะทำได้ลำบากสักหน่อย เพราะไม่มีช่องหรือฝาครอบสำหรับบังร้อยสาย แต่มิได้เป็นปัญหาใหญ่แต่อย่างใด

 

เยื้องมาใกล้ๆ กับจุดเชื่อมต่อสายสัญญาณ เป็นตำแหน่งของแผงควบคุม สามารถเลื่อนฝาปิดได้เมื่อมิได้ใช้งาน ซึ่งดูลงตัวดี
 

 

ด้านบนส่วนหน้าจะเห็นปุ่มหมุนสำหรับปรับตำแหน่ง Lens Shift โดยแบ่งเป็น 2 ชุด ชุดหนึ่งปรับแนวตั้ง (Vertical) อีกชุดสำหรับแนวนอน (Horizontal) ส่วนด้านหลังยังซ่อนจุดเปลี่ยนหลอดไฟ (lamp) เอาไว้ได้อย่างกลมกลืน
 

เซ็นเซอร์รับสัญญาณรีโมตคอนโทรลถูกติดตั้งไว้ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ซึ่งการรับสัญญาณดีมากครับ ในบางสถานการณ์ไม่จำเป็นต้องชี้รีโมตตรงไปที่ตัวโปรเจ็คเตอร์ก็ยังควบคุมได้ดี ส่วนรีโมตคอนโทรลที่ให้มาก็ดูดีสมกับรุ่นใหญ่ มี Back-lit สีส้ม สว่างเห็นชัดทุกปุ่มแม้ใช้งานในห้องมืด

Connectivity – ช่องต่อ

W11000 รับสัญญาณภาพความละเอียดระดับ 4K Ultra HD ผ่านทาง HDMI Input จำนวน 2 ช่อง เป็นหลัก โดย HDMI 1 เท่านั้นที่เป็น Version 2.0 (with HDCP 2.2) รองรับสัญญาณภาพความะเอียดสูงสุดที่ 4K/60Hz 16-bit 4:2:0 หรือ 4K/60Hz 8-bit 4:4:4 ดังนี้การเชื่อมต่อกับแหล่งโปรแกรมภาพระดับ 4K Ultra HD คุณภาพสูง (อาทิ 4K/UHD Blu-ray Player) จึงแนะนำให้เชื่อมต่อที่ช่องนี้ ส่วน HDMI 2 เป็น Version 1.4 (with HDCP 1.4) รองรับสัญญาณภาพความะเอียดสูงสุดที่ 4K/30Hz 8-bit

ช่องรับสัญญาณวิดีโออื่น มีเพียง Analog D-Sub (VGA) In 1 ช่อง เท่านั้น แต่สามารถรับสัญญาณได้ทั้ง PC (RGB) และ Component (YPbPr/YCbCr)

Extra- เพิ่มเติม

การถ่ายทอดภาพที่ดีเยี่ยมจากโปรเจคเตอร์นั้น คุณภาพของเลนส์ก็มีส่วนสำคัญยิ่งเพราะเป็นทางผ่านในขั้นสุดท้ายก่อนที่ภาพจะถูกฉายออกไป ซึ่ง BenQ ได้เลือกใช้ชิ้นเลนส์คุณภาพสูงจำนวน 14 ชิ้น แบ่งเป็น 6 กลุ่ม มีการฉาบผิวเพื่อลดการคลาดสี ติดตั้งในกระบอกโลหะที่มั่นคงแข็งแรง เพื่อผลลัพธ์ภาพที่คมชัด และถ่ายทอดคุณภาพของภาพดีที่สุด

ความยอดเยี่ยมที่เอื้อต่อการติดตั้งจาก W11000 ยังรวมไปถึงระบบซูม 1.5 เท่า ยกตัวอย่าง หากต้องการฉายภาพบนจอขนาด 100 นิ้ว จะสามารถกำหนดระยะจัดวางโปรเจคเตอร์ได้ยืดหยุ่นมาก ตั้งแต่ 3.03 ม. ไปจนถึง 4.56 ม. นอกจากนี้ยังมีระบบ Lens Shift ที่สามารถชดเชยระยะติดตั้งได้ทั้งแนวตั้ง (+/-65%) และแนวนอน (+/-27%)

สำหรับท่านที่จะใช้งานรับชมแบบ Ultra-wide 2.35:1 ร่วมกับ W11000 ก็มี Anamorphic Lens จาก Panamorph เป็นอ็อพชั่นเสริมด้วยเช่นกัน

W11000 จะมีตัวเลือก Test Pattern ไว้ให้อ้างอิงในการติดตั้งด้วย โดยใช้ในการปรับตำแหน่ง Lens Shift และซูมขนาดภาพฉาย ให้พอดีกับขนาดของจอรับภาพนั่นเอง

Picture – ภาพ

อานิสงส์จาก 6X-Speed RGBRGB Color Wheel ที่ทำงานรวดเร็ว จึงไม่ต้องกังวลว่าจะเห็น Rainbow Effect ให้รำคาญตา จุดที่ใช้ยืนยันคุณภาพเลนส์ของ W11000 นอกจากได้ภาพที่ชัดเจนแล้ว อาการคลาดสีโดยเฉพาะบริเวณขอบจอนี่แทบไม่มี แต่ที่เด็ดสุดเห็นจะเป็นรายละเอียดคมชัดอันไร้ซึ่งปัญหาเหลื่อมสี หรือ Misconvergence

ทดสอบดูหน่อยว่า W11000 ปราศจากปัญหา Misconvergence ตั้งแต่ออกจากโรงงานตามที่ BenQ เคลมไว้หรือไม่? ซึ่งผลลัพธ์ยืนยันว่าจริง เส้นขาวบนพื้นดำมีความคมไม่มีปัญหาสีเหลื่อม แต่ย้ำว่าต้องปรับโฟกัสให้เป๊ะด้วยนะครับ

ซึ่งการปรับซูมและโฟกัสของ W11000 โดยใช้มือหมุนวงแหวนหน้าเลนส์แบบแมนวล จะดำเนินการได้ยากกว่าโปรเจคเตอร์รุ่นไฮเอ็นด์อื่นๆ ที่ใช้มอเตอร์ควบคุมและสั่งการผ่านรีโมตคอนโทรลไร้สายอยู่บ้าง แต่ถ้าทำได้ผลลัพธ์ก็จะเป๊ะมากเลย คำแนะนำคือควรมี 2 คนช่วยกัน คนหนึ่งคอยหมุนปรับวงแหวนโฟกัสที่โปรเจคเตอร์ ส่วนอีกคนยืนใกล้จอรับภาพแล้วคอยดูผลลัพธ์เพื่อแจ้งบอก

– BenQ W11000 Pre-Calibration Data –
 

 

หมายเหตุ: กรณีที่ปลดล็อคในส่วนของ ISFccc จะมีโหมดภาพเพิ่มเติมเข้ามาอีก 2 โหมด ได้แก่ ISF Night และ ISF Day

มาดูในส่วนของความเที่ยงตรงในการถ่ายทอดสีสันกันบ้าง ซึ่งดีกรีที่ได้รับจาก THX ไม่ใช่ราคาคุย จากการทดสอบเบื้องต้นพบว่าให้ค่าอุณหภูมิสีได้ยอดเยี่ยมใกล้เคียง 6500°K เกือบทุกโหมดภาพ แม้แต่โหมด Vivid ก็ยังให้ผลลัพธ์ดีมาก

แล้วถ้าถามว่าโหมดไหนที่ควรแนะนำให้ใช้ โดยอิงจากผลลัพธ์ที่เที่ยงตรงที่สุด? แน่นอนว่าต้องมีโหมด THX รวมอยู่ด้วย ความเที่ยงตรงของสีสันนั้นหายห่วง ถึงแม้ระดับความสว่างของโหมดนี้จะไม่สูงมากนัก (เนื่องจาก Lamp Mode ถูกกำหนดไว้ที่ Eco) แต่ก็เหมาะใช้งานในห้องมืดเมื่อต้องการภาพที่ออกไปทางดูสบายตา รับชมได้นานไม่ล้า การถ่ายทอดสีดำลึกเข้ม ที่สำคัญ คือ โปรเจคเตอร์จะทำงานเสียงเงียบมาก ประหยัดไฟ และยืดอายุหลอดไฟออกไปได้นานด้วยครับ (สูงสุด 6000 ชม.) หรือจะทดลองเปรียบเทียบกับโหมด Silence ที่ผลลัพธ์คล้ายคลึงกันเป็นอีกทางเลือกดูด้วยก็ได้ โดยความสว่างจะสูงกว่า THX สมดุลสีจะย่อหย่อนกว่านิดหน่อย แต่ยังคงทำงานเงียบและประหยัดไฟเหมือนกันครับ

อย่างไรก็ดีบางท่านอาจรู้สึกว่าโหมด THX ภาพดูทึมไปสักหน่อย ชอบแบบสว่างๆ มากกว่า ตรงนี้สามารถเปลี่ยนมาใช้งานโหมด Cinema แทนได้ ซึ่งให้ระดับความสว่างสูงขึ้นมาก ในขณะที่สมดุลสีมิได้ย่อหย่อนจากโหมด THX เลย ระดับเสียงรบกวนอาจจะเพิ่มขึ้นจากโหมด THX และ Silence แต่ก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้น มิได้สร้างความรำคาญแต่อย่างใด

ส่วนกรณีที่ต้องการรีดความสว่างจาก W11000 ออกมาใช้งานอย่างเต็มที่ อย่างเช่นกรณีที่ต้องสู้กับแสงรบกวน ขอแนะนำโหมด Vivid เลยครับ ดังที่เรียนไปในตอนต้นว่าโหมดนี้ก็ไม่เว้นในเรื่องของสมดุลสีที่ทำได้ดีเช่นกัน เรียกว่ามิได้ย่อหย่อนจากโหมดอื่นเท่าใดนัก ทว่าจะได้ระดับความสว่างชดเชยเข้ามาแทน (ไม่น้อยกว่า 3 เท่า เมื่อเทียบกับโหมด THX) ส่วนโหมด Bright นั้น ถึงแม้ความสว่างจะสูงที่สุดก็จริง แต่คงต้องละไว้เนื่องจากการถ่ายทอดสมดุลสีที่ค่อนข้างผิดเพี้ยนครับ (อาจใช้ได้ในบางกรณีที่เน้นเฉพาะความสว่าง ไม่คำนึงถึงความถูกต้องของสีสัน) กระนั้นคงต้องย้ำเช่นเคยว่า การใช้งานโปรเจ็คเตอร์ให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดควรใช้งานในห้องมืด หรืออย่างน้อยก็ขอให้คุมแสงรบกวนให้เหลือน้อยที่สุดจะเหมาะสมกว่าครับ

โหมดภาพจากโรงงานนั้นยอดเยี่ยมก็จริง แต่เชื่อว่าหลายท่านยังคงต้องการสิ่งที่เรียกว่า “เพอร์เฟ็กต์” ในแง่ของความเที่ยงตรงในการถ่ายทอดสีสันอิงตามมาตรฐานอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ซึ่งในจุดนี้ด้วยฟีเจอร์จาก ISFccc สามารถไฟน์จูนจนได้ค่าภาพที่ยอดเยี่ยมเข้าขั้นเพอร์เฟ็กต์เลยทีเดียว โดยสามารถไฟน์จูนในส่วนของ White Balance, CMS และ Gamma

ทดสอบอีกสักเรื่องกับ “Exodus: Gods and Kings” ในรูปแบบ 4K/UHD Blu-ray Disc ถึงแม้ W11000 จะยังไม่รองรับการแสดงผลแบบ HDR แต่ด้วยการถ่ายทอดระดับความสว่างจากแหล่งกำเนิดแสงตามสเป็กที่ 2200 ลูเมน ผสานรวมกับการทำงานของ Dynamic Iris ก็ให้ความเปรียบต่างของแสงได้น่าตื่นตา ด้านภาพเคลื่อนไหวยังไม่มีฟังก์ชั่นประมวลผลแทรกเฟรม แต่ก็ให้ความต่อเนื่องของเฟรมต้นฉบับที่ดูเป็นธรรมชาติจนอาจไม่มีความจำเป็นต้องพึ่งระบบดังกล่าว

ทดสอบกับ Xbox One S ดูบ้าง ซึ่งระบบฯ ตรวจสอบและยืนยันชัดเจนอีกครั้งว่า W11000 สามารถรับสัญญาณ 4K 60Hz 10-bit ได้แน่นอน ทั้งเล่นเกมและชมภาพยนตร์เลยจ้า (ตามสเป็กแจ้งว่ารองรับสัญญาณภาพได้สูงสุดถึง 4K/60Hz 16-bit 4:2:0 หรือ 4K/60Hz 8-bit 4:4:4)

และสุดท้าย สำหรับท่านที่จะเชื่อมต่อกับเครื่องเกมคอนโซล หรือ PC (เพราะเดี๋ยวนี้เกมรองรับความละเอียด 4K แล้วนะ) คงต้องการทราบว่า HDMI Input Lag ของ W11000 ทำได้ดีเพียงใด? คำตอบที่ได้ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี ไม่มีปัญหาดีเลย์จนส่งผลกับการเล่นเกมครับ

Conclusion – สรุป

W11000 ถือเป็นอีกหนึ่งความหวังโปรเจคเตอร์ระดับ 4K ที่มีคุณภาพยอดเยี่ยมในระดับราคาเอื้อมถึงได้ไม่ยากเหมือนเมื่อก่อน อันเป็นความตั้งใจของผู้ผลิตนาม BenQ ในการส่งมอบทางเลือกใหม่ เพื่อเอื้อให้ทุกท่านได้เริ่มต้นก้าวเข้าสู่ยุค 4K Ultra HD ระดับคุณภาพเดียวกับโรงภาพยนตร์ได้อย่างเต็มภาคภูมิ… ซึ่งพร้อมให้ทดลองพิสูจน์ด้วยตาของท่านเองได้แล้ววันนี้ครับ!

จุดเด่นของ BenQ W11000

– การแสดงผลแบบ 4K XPR ให้ความคมชัด รายละเอียดพิกเซลดีกว่า Full HD Projector อย่างเห็นได้ชัดเจน
– ปราศจากปัญหา Misconvergence ไม่จำเป็นต้องทำ Panel Alignment ใดๆ ในขั้นตอนติดตั้ง และ Screen-door Effect ก็บางมากจนแทบไม่เห็น
– ให้ช่องต่อ HDMI มาทั้งหมด 2 ช่อง เป็น Version 2.0 1 ช่อง รองรับสัญญาณ 4K 60Hz 4:4:4 และ HDCP 2.2 ส่วนอีกช่องเป็น HDMI 1.4 รองรับสัญญาณ 4K 30Hz
– ได้รับการรับรองจาก THX โหมดภาพจากโรงงานจึงให้ความเที่ยงตรงสูงมาก ในขณะที่รองรับการคาลิเบรทปรับภาพได้ละเอียดตามมาตรฐาน ISF
– เลนส์ฉายคุณภาพสูง ให้อัตราคลาดสีน้อย และมีระยะซูมถึง 1.5 เท่า พร้อมด้วย Lens Shift ปรับได้ทั้งแนวตั้งและแนวนอนทำให้กำหนดตำแหน่งตั้งวางได้ยืดหยุ่น
– ให้ระดับความสว่างสูงสุดตามสเป็กที่ 2200 ลูเมน ในขณะที่มีระดับเสียงรบกวนจากระบบระบายความร้อนต่ำ

จุดด้อยของ BenQ W11000

– การปรับหน้าเลนส์ทั้ง Zoom, Focus และ Shift ควบคุมด้วยมือ ยังไม่ใช่อิเล็กทรอนิกส์มอเตอร์ แต่ก็ให้ผลลัพธ์ในแง่ความละเอียดเที่ยงตรงและยืดหยุ่นได้อย่างดีเยี่ยม
– ขอบเขตสียังไม่ครอบคลุมถึง DCI-P3 แต่สำหรับมาตรฐาน sRGB/Rec.709 นั้น ทำได้ดีมากเกิน 100%
– ไม่รองรับการแสดงผล 3D
– ไม่มี Frame Interpolation แต่การรับชมภาพเคลื่อนไหวต่างๆ มิได้รู้สึกว่าสะดุด หรือขาดความต่อเนื่อง
– ไม่มีลำโพงในตัว การใช้งานโปรเจคเตอร์ระดับนี้ต้องการชุดโฮมเธียเตอร์เต็มระบบจึงจะคู่ควร

สั่งซื้อโปรเจคเตอร์ได้ที่ https://projectorpro.in.th